04/09/2019
เที่ยวเชียงคาน 3 วัน 2 คืน ผ่านฟูจิเมืองเลยกับรถกระบะ เชฟโรเลต โคโลราโด

ขับรถเที่ยวจังหวัดเลย 3 วัน 2 คืน ด้วย เชฟโรเลต โคโลราโด ทริปนี้จะพาไปชมบรรยากาศเที่ยววันธรรมดาที่แสนสบาย ชิวๆ กับย่านเมืองเก่าแก่ถนนริมโขงใน อ.เชียงคาน ขากลับแวะชม "ฟูจิเมืองเลย" ที่ว่ากันว่า สวยและมีความเหมือนกับภูกเขาไฟฟูจิที่ประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว เช็คราคา.คอมจะพาไปเปิดประสบการณ์เมืองเลยครั้งนี้พร้อมรถคู่ใจ Chevrolet Colorado HighCountry 4X4 แบบเต็มอิ่ม และไม่รีบร้อนมากนักขับไปแวะปั้มไปเรื่อยๆ ตลอดทาง เน้นความปลอดภัยและประหยัดน้ำมันเข้าไว้

ถ่ายรถคู่กับถนนริมโขงซะหน่อย

เส้นทางอันเปลี่ยวกว่าจะเจอแหล่งชุมชนเลยขอจอดแวะหน่อยละกัน
ออกเดินทางด้วยกระบะโคโลราโดแบบไม่เช้ามากนักราวๆ 6.30 น. มุ่งหน้าสู่จังหวัดเลยโดยใช้เวลาประมาณ 8 - 9 ชม. ผ่านสระบุรี-เพชรบูรณ์และเลย รวมระยะทางประมาณ 650 กิโลเมตร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ขับรถเที่ยวเชียงคาน และไม่รู้รายละเอียดของเส้นทางมากนักอาศัย "อากู๋" หรือ "Google Map" ในการนำทางไปเรื่อยๆ ที่จริงไปให้ถึงจุดหมายโดยไม่หลงและก่อนจะมืดก็ดีใจแล้ว

คือแบบดีงามม...สะดวกมาก ใช้ Apple Car เสียบ USB ขึ้นจอทันทีไม่ต้องหาเมนูให้ปวดหัว
ระหว่างทางที่ "อากู๋" พาไปนั้นช่างน่าตื่นเต้นเสียจริงๆ อย่างที่หลายๆ คนรู้ว่ามันชอบพาไปทางที่ลัดใช้เวลาน้อยที่สุดเสมอ จึงทำให้การเดินทางครั้งนี้ (ที่ไม่เคยไป) ตื่นเต้นและบางเส้นทางก็วังเวงเหลือเกินนานๆ จะมีรถผ่านสักคันหนึ่ง

ทางแบบน่ากลัวแต่ให้ความมันใจเพราะขับกระบะไปอุ่นใจขึ้นเยอะ
ช่วงที่น่าสนุก ตื่นเต้นและกลัวในคราวเดียวกันก็คือ เมื่อเลยจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ไปแล้วนั้นจะเป็นเส้นทางที่ขับในป่าเขาซะส่วนใหญ่ ตลอดสองข้างทางนั้นมีแต่ ต้นไม้ ทุ่งนา ภูเขา สัตว์ทางการเกษตร

แต่ในความกลัวนั้นกลับน่าประทับใจของวิวสองข้างทางที่สวยสะอาด สะบายหูสบายตาที่เต็มไปด้วยความเขียวชอุ่มที่ไม่สามารถหาดูได้ง่ายๆ ในตัวเมืองกรุงเทพฯ


เส้น 7 สี มณี 7 แสง รสชาตินั้นแล้วแต่คนชอบ
เมื่อเดินทางมาถึงเวลาเที่ยงๆ ต้องหาร้านอาหารฝากท้องสักหน่อย ณ ขณะนั้นกำลังผ่านจังหวัดเพรชบูรณ์ที่ขึ้นชื่อ เรื่อง "ขนมจีนน้ำยา" จึงค้นหาร้านที่น่าจะอยู่แนวใกล้เคียงกับเส้นทางที่ใช้อยู่ สุดท้ายก็ได้ร้านดังมาหนึ่งแห่ง นั่นคือ "ขนมจีนสมุนไพร 7 สี สารัช" แต่ทว่ามันต้องไปอีกเส้นทางซึ่งไม่ได้ไกลจากเดิมมากนักไม่เป็นไรครับ "ฉันต้องได้กินขนมจีนที่นี่"

เปลี่ยวได้อีก
เมื่อมุ่งหน้าหาของกินตามเส้นทางใหม่ทำให้เส้นทางที่ค้นหาเอาไว้จากเชียงคานก็เปลี่ยนในทันที! เอาแล้วไงครับ การค้นหาเส้นทางใหม่ของพี่กูเกิ้ลจึงบังเกิดขึ้น และตามที่คาดเอาไว้ครับ มันพาไปเส้นทางที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับเราจริงๆ ด้วย


เส้นทางอันเปลี่ยวกว่าจะเจอแหล่งชุมชนเลยขอจอดแวะหน่อยละกัน
ออกเดินทางด้วยกระบะโคโลราโดแบบไม่เช้ามากนักราวๆ 6.30 น. มุ่งหน้าสู่จังหวัดเลยโดยใช้เวลาประมาณ 8 - 9 ชม. ผ่านสระบุรี-เพชรบูรณ์และเลย รวมระยะทางประมาณ 650 กิโลเมตร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ขับรถเที่ยวเชียงคาน และไม่รู้รายละเอียดของเส้นทางมากนักอาศัย "อากู๋" หรือ "Google Map" ในการนำทางไปเรื่อยๆ ที่จริงไปให้ถึงจุดหมายโดยไม่หลงและก่อนจะมืดก็ดีใจแล้ว

คือแบบดีงามม...สะดวกมาก ใช้ Apple Car เสียบ USB ขึ้นจอทันทีไม่ต้องหาเมนูให้ปวดหัว
ระหว่างทางที่ "อากู๋" พาไปนั้นช่างน่าตื่นเต้นเสียจริงๆ อย่างที่หลายๆ คนรู้ว่ามันชอบพาไปทางที่ลัดใช้เวลาน้อยที่สุดเสมอ จึงทำให้การเดินทางครั้งนี้ (ที่ไม่เคยไป) ตื่นเต้นและบางเส้นทางก็วังเวงเหลือเกินนานๆ จะมีรถผ่านสักคันหนึ่ง

ทางแบบน่ากลัวแต่ให้ความมันใจเพราะขับกระบะไปอุ่นใจขึ้นเยอะ
ช่วงที่น่าสนุก ตื่นเต้นและกลัวในคราวเดียวกันก็คือ เมื่อเลยจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ไปแล้วนั้นจะเป็นเส้นทางที่ขับในป่าเขาซะส่วนใหญ่ ตลอดสองข้างทางนั้นมีแต่ ต้นไม้ ทุ่งนา ภูเขา สัตว์ทางการเกษตร

แต่ในความกลัวนั้นกลับน่าประทับใจของวิวสองข้างทางที่สวยสะอาด สะบายหูสบายตาที่เต็มไปด้วยความเขียวชอุ่มที่ไม่สามารถหาดูได้ง่ายๆ ในตัวเมืองกรุงเทพฯ


เส้น 7 สี มณี 7 แสง รสชาตินั้นแล้วแต่คนชอบ
เมื่อเดินทางมาถึงเวลาเที่ยงๆ ต้องหาร้านอาหารฝากท้องสักหน่อย ณ ขณะนั้นกำลังผ่านจังหวัดเพรชบูรณ์ที่ขึ้นชื่อ เรื่อง "ขนมจีนน้ำยา" จึงค้นหาร้านที่น่าจะอยู่แนวใกล้เคียงกับเส้นทางที่ใช้อยู่ สุดท้ายก็ได้ร้านดังมาหนึ่งแห่ง นั่นคือ "ขนมจีนสมุนไพร 7 สี สารัช" แต่ทว่ามันต้องไปอีกเส้นทางซึ่งไม่ได้ไกลจากเดิมมากนักไม่เป็นไรครับ "ฉันต้องได้กินขนมจีนที่นี่"

เปลี่ยวได้อีก
เมื่อมุ่งหน้าหาของกินตามเส้นทางใหม่ทำให้เส้นทางที่ค้นหาเอาไว้จากเชียงคานก็เปลี่ยนในทันที! เอาแล้วไงครับ การค้นหาเส้นทางใหม่ของพี่กูเกิ้ลจึงบังเกิดขึ้น และตามที่คาดเอาไว้ครับ มันพาไปเส้นทางที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับเราจริงๆ ด้วย

เส้นทางที่ว่านี้อาจเป็นที่คุ้นเคยกับผู้ที่เดินทางบ่ายๆ แต่สำหรับเรานั้นมันไม่คุ้นเคยแถมยังเงียบเหงามากๆ นานๆ ทีจะมีรถสวนมาหรือจะขับไปเจอรถสักคันหนึ่ง และยังพบรถบรรทุกใหญ่วิ่งอยู่ตลอด นอกจากจะวังเวงแล้ว สภาพผิวถนนก็เรียกว่า "ที่สุดของแจ้" โดยในบางช่วงนั้นมีทั้งหลุม บ่อ ดิน โคลน กรวดลาย ครบครัน ดีที่ได้กระบะพันธุ์อึดมาจึงอุ่นใจมากขึ้น



เฮือนที่พักของเฮา
ตลอดการเดินทางช่วง(ทดสอบพิเศษ)นี้ลุ้นให้เข้าตัวเมืองให้เร็วที่สุดก่อนมืดค่ำ เพราะไม่มีเสาไฟใดๆ ให้เห็นเลย หากมืดอาจทำให้ต้องขับระวังมากขึ้นและมีความเปลี่ยวในทันทีครับ สุดท้ายก็มาถึงตัวเมืองเชียงคานอย่างปลอดภัยและก่อนมืดในเวลา 16.30 น. รวมระยะเวลาที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ นั้นเพียงแค่ 10 ชั่วโมงเอง และเมื่อมาถึงก็คุ้มค่ากับการเดินทางบรรยากาศช่างเหมือนที่คิดไว้จริงๆ


ติดริมโขงเห็นประเทศลาวเลย
หลังจากเช็คอินเรียบร้อยก็เดินหาร้านอาหารกันโดยร้านที่นั่งกินนั้นมองเห็นริมน้ำโขงอย่างชัดเจน รสชาตินั้นขออุ๊บไว้ให้มาลองกันเองดีกว่าเพราะแต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน และราคาอาหารที่นี้โดยเฉพาะเดินคนเดินค่อนข้างสูงกว่าปกตินิดหน่อยครับ แต่พอรับได้เมื่อเทียบกับบรรยากาศแสนโรแมนติก



ในช่วงที่ไปนั้นเป็นวันสุดท้ายของการหยุดยาวคนจึงทยอยกลับกันหมดแล้ว บางร้านก็จะปิดเอาไว้



กินอาหารเคล้าบรรยากาศริมโขงดูพระอาทิตย์ตก แต่มีเมฆบังซะงั้น
วันที่ 2 ภูทอก-แก่งคุดคู้-พระใหญ่ภูคกงิ้ว

วันนี้เตรียมพร้อมที่จะ "ใส่บาตร" ในเวลาตีห้าตามสูตรคนที่มาเที่ยวที่นี่กันแต่ว่าเดินความเมื่อยล้าจากการเดินทางนั้นทำให้ตื่นสายครับไม่ทันใส่บาตรเสียแล้ว จึงเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ในระแวกใกล้เคียงตัวเมืองเชียงคานกัน

ทะเลหมอกที่ "ภูทอก"
ภูทอก นั้นเป็นภูเขาเล็กๆ อยู่ใกล้กับตัวเมืองเชียงคานมากไม่ถึง 10 กิโลเมตร ที่นี่ก็ต้องมาเช้าๆ หน่อยหากจะดูพระอาทิตย์ขึ้นต้องมารอตั้งแต่ 5.30 น. แต่ถ้าอยากดูหมอกให้มาช่วง 6.30 - 7.30 น.ก็ได้ ซึ่งทะเลหมอกนั้นขึ้นกับสภาพอากาศในช่วงนั้นด้วย แต่ที่แน่ๆ มาเวลาสายๆ จะเริ่มเห็นวิวชัดเจนและสวยกว่าเยอะ




การเดินทางขึ้นภูทอกนั้นไม่อนุญาติให้ขับรถส่วนตัวขึ้นไปเอง ต้องจอดที่จุดบริการและซื้อตั๋วนั่งรถกระบะของชาวบ้านขึ้นไป นับเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่งด้วยน่าสนับสนุนมากๆ






เฮือนที่พักของเฮา
ตลอดการเดินทางช่วง(ทดสอบพิเศษ)นี้ลุ้นให้เข้าตัวเมืองให้เร็วที่สุดก่อนมืดค่ำ เพราะไม่มีเสาไฟใดๆ ให้เห็นเลย หากมืดอาจทำให้ต้องขับระวังมากขึ้นและมีความเปลี่ยวในทันทีครับ สุดท้ายก็มาถึงตัวเมืองเชียงคานอย่างปลอดภัยและก่อนมืดในเวลา 16.30 น. รวมระยะเวลาที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ นั้นเพียงแค่ 10 ชั่วโมงเอง และเมื่อมาถึงก็คุ้มค่ากับการเดินทางบรรยากาศช่างเหมือนที่คิดไว้จริงๆ


ติดริมโขงเห็นประเทศลาวเลย
หลังจากเช็คอินเรียบร้อยก็เดินหาร้านอาหารกันโดยร้านที่นั่งกินนั้นมองเห็นริมน้ำโขงอย่างชัดเจน รสชาตินั้นขออุ๊บไว้ให้มาลองกันเองดีกว่าเพราะแต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน และราคาอาหารที่นี้โดยเฉพาะเดินคนเดินค่อนข้างสูงกว่าปกตินิดหน่อยครับ แต่พอรับได้เมื่อเทียบกับบรรยากาศแสนโรแมนติก



ในช่วงที่ไปนั้นเป็นวันสุดท้ายของการหยุดยาวคนจึงทยอยกลับกันหมดแล้ว บางร้านก็จะปิดเอาไว้



กินอาหารเคล้าบรรยากาศริมโขงดูพระอาทิตย์ตก แต่มีเมฆบังซะงั้น
วันที่ 2 ภูทอก-แก่งคุดคู้-พระใหญ่ภูคกงิ้ว

วันนี้เตรียมพร้อมที่จะ "ใส่บาตร" ในเวลาตีห้าตามสูตรคนที่มาเที่ยวที่นี่กันแต่ว่าเดินความเมื่อยล้าจากการเดินทางนั้นทำให้ตื่นสายครับไม่ทันใส่บาตรเสียแล้ว จึงเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ในระแวกใกล้เคียงตัวเมืองเชียงคานกัน

ทะเลหมอกที่ "ภูทอก"
ภูทอก นั้นเป็นภูเขาเล็กๆ อยู่ใกล้กับตัวเมืองเชียงคานมากไม่ถึง 10 กิโลเมตร ที่นี่ก็ต้องมาเช้าๆ หน่อยหากจะดูพระอาทิตย์ขึ้นต้องมารอตั้งแต่ 5.30 น. แต่ถ้าอยากดูหมอกให้มาช่วง 6.30 - 7.30 น.ก็ได้ ซึ่งทะเลหมอกนั้นขึ้นกับสภาพอากาศในช่วงนั้นด้วย แต่ที่แน่ๆ มาเวลาสายๆ จะเริ่มเห็นวิวชัดเจนและสวยกว่าเยอะ




การเดินทางขึ้นภูทอกนั้นไม่อนุญาติให้ขับรถส่วนตัวขึ้นไปเอง ต้องจอดที่จุดบริการและซื้อตั๋วนั่งรถกระบะของชาวบ้านขึ้นไป นับเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่งด้วยน่าสนับสนุนมากๆ



เมื่อขึ้นไปถึงขณะนั้นเป็นเวลาเช้ามากบอกอย่างไม่อายเลยว่า 9.00 น.เอง แต่ว่าความสวยงานนั้นไม่แพ้คนที่มา 7.00 น.เลยเชียว เนื่องจากมีฝนตกปรอยๆ และอากาศเย็นสบายมากๆ จึงทำให้ได้บรรยากาศดีๆ ไปอีกแบบ

รถกระบะที่เราขึ้นไปหากเป็นช่วงคนเยอะจะขับขึ้น-ลงไปเรื่อยๆ แต่วันที่ไปนั้นไม่ใช่วันคนเยอะ พี่รถกระบะจึงจอดรอเราโดยไม่เร่งรีบนัก จึงเดินเล่นสักพักใหญ่บนนั้นก่อนกลับลงมา

"นานมาแล้วมีพรานป่าคนหนึ่งชื่อ "จึ่งขึ่งดั้งแดง" รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน มีฝีมือในการล่าสัตว์ วันหนึ่งนายพรานผู้นี้ตามล่าควายเงินมาจากหลวงพระบาง (ที่เรียกควายเงินเพราะมูลของควายตัวนี้เป็นเงิน) พอมาถึงริมน้ำโขงเห็นควายเงินพักกินน้ำ นายพรานจึงดักซุ่มยิง พอดีชาวบ้านแล่นเรือผ่านมา ควายเงินตกใจตื่นเตลิดขึ้นไปบนเขาลูกหนึ่ง (ต่อมาเขาลูกนี้ได้ชื่อว่า"ภูควายเงิน") นายพรานเลยยิงไปถูกเขาอีกลูกจนพังทลายไปซีกหนึ่ง กลายเป็นหน้าผาสูงชัน ที่ชาวบ้านเรียกว่า "ภูผาแบ่น"

มีเรือบริการล่องแม่น้ำด้วยราคาเหมาประมาณ 800 - 1,200 บาท
นายพรานโกรธคนที่แล่นเรือผ่านซึ่งเป็นต้นเหตุให้ควายเงินหนีไป จึงกลั่นแกล้งด้วยการขนหินมาขวางกั้นลำโขงไม่ให้เดินเรือได้ นายพรานทำการเกือบจะสำเร็จ ก็พอดีมีสามเณรรูปหนึ่งมาเห็นเข้า เณรนั้นออกอุบายหลอกให้นายพรานใช้ไม้เฮียะ (ไม้ใผ่ชนิดหนึ่ง) ผ่าซีกหาบหินแทน ไม้เฮียะผ่าแล้วจะเป็นสันคมกริบ เมื่อนายพรานใช้หาบหิน ไม้นั้นก็บาดคอนอนตายคุดคู้อยู่ที่ริมโขงนั้นเอง แก่งหินนั้นจึงเรียกว่า "แก่งคุดคู้"

พิพิธภัณฑ์ให้ชมด้วย
นอกจากวิวทิวทัศน์ที่สวยงามตามท้องเรื่องแล้วบริเวณนั้นยังมีตลาดชุมชนที่มีสินค้าที่ระลึกมากมายและอาหารเครื่องดื่มไว้บริการอีกด้วย และใครที่ชอบศึกษาความเป็นมาของที่นี่ก็สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้อีกด้วย




พระใหญ่ภูคกงิ้ว หรือ พระพุทธนวมินทรมงคลลีลาทวินคราภิรักษ์
การเดินทางมาชมพระใหญ่ภูคกงิ้วขับรถจากตัวเมืองเชียงคานประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร โดยใช้กูเกิ้ลอีกเช่นเคย ซึ่งในช่วงที่ไปนั้นเป็นวันธรรมดาไม่มีคนไปเที่ยวเลย ประกอบกับบริเวณนั้นกำลังปรับปรุงและสร้างทางเดิน "Sky Walk" ที่ยื่นออกไปตรงหน้าผ่า ล้อมรอบด้วยเทือกเขาและวิวของแม่น้ำแม่โขงและฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศลาว นับว่าสวยมากถ้าหากสร้างจุดนี้เสร็จสมบูรณ์ โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าคาดจะแล้วเสร็จหลังเดือนตุลาคม 2562

สำหรับในวันที่ 2 หมดที่เที่ยวแล้วจึงเดินทางกลับที่พักเตรียมออกเดินเล่นถนนคนเดินตอนเย็นๆ หาของกินแล้วพักผ่อนให้เต็มที่เพราะพรุ่งนี้อีกยาวไกลครับ







วันที่ 3 แวะเที่ยวชมฟูจิ..ก่อนกลับกรุงเทพฯ


การเดินทางจากเชียงคานมาภูป่าเปาะนั้น ใช้เส้นทางถนนหลวงหมายเลข 201 วิ่งลงมาเรื่อยๆ ระยะราวๆ 120 กิโลเมตร นำทางโดยกูเกิ้ลแมปเช่นเคย เมื่อถึงจุดจอดรถบริเวณลานกว้างๆ ซึ่งที่นี่ไม่อนุญาติให้ขับรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไป เราจะต้องไปซื้อตั๋วเพิ่มนั่งรถ "อีแต๊ก" หรือรถ "อีแต๊น" ที่เป็นรถแบบแทร็กเตอร์เครื่องคุโบต้าสูบเดียว ดัดแปลงให้มีที่นั่งโดยสารทั้งด้านหน้าและหลัง

ณ ภูป่าเปาะแห่งนี้คุณลุงคนขับและไกด์ในตัวเล่าว่า เป็นการรวมตัวกันพัฒนาขึ้นมาให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว จากการช่วยเหลือของผู้ใหญ่ ทำให้เกิดที่นี้ขึ้นมา โดยภูเขาที่ใช้เดินทางขึ้นมาชมวิวนั้นสูงจากระดับน้ำทะเล 910 เมตร เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็น ภูหอ ซึ่งมีลักษณะเหมือนภูเขาไฟฟูจิของประเทศญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน โดยคุณลังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า "มีชาวญี่ปุ่นมาเที่ยวที่นี้และเห็นยอดภูหอฝั่งนู้น จึงบอกว่าเหมือนภูเขาไฟฟูจิที่ประเทศญี่ปุ่นเลย" หลังจากนั้นชาวบ้านจึงใช้ชื่อ "ฟูจิเมืองเลย" เรียกจุดท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดให้คนมาเที่ยวกันนั่นเอง...

บนจุดชมวิวแห่งนี้แบ่งเป็น 3 ระดับ ระดับแรกจุดจุดชม "ฟูจิ" ที่นับว่างามแล้ว แต่เมื่อนั่งรถอีแต๊กขึ้นไปยังจุดที่ 2 ยิ่งสวยและเห็นชัดมากขึ้น ที่จุดนี้ยังสามารถมองเห็น "เทือกเขานางนอน" (คนละนางกับที่เชียงราย) แต่กลับมีลักษณะกายภาพที่ดูเหมือนผู้หญิงกำลังนอนอ้าปากอยู่และนอกจากนี้หากมองอีกด้านก็จะเห็นเทือกเขารูกเหมือนผู้ชายนอนกอดอกอีกด้วย ซึ่งเมื่อดูแล้วก็มีความเหมือนจริงๆ ด้วยครับ
มาถึงตรงนี้อยากบอกว่าคุ้มค่ามากๆ ที่ได้ลากสังขารขึ้นมาได้เห็นวิวรอบตัว 360 องศา สัมผัสอากาศที่เย็นสบาย และที่สำคัญบนนี้เป็นของเรา เพราะไม่มีใครเลยเป็นส่วนตัวมากๆ นี่แหละครับคือข้อดีของการมาเที่ยวในวันที่คนอื่นเค้าไม่หยุดกัน

หลังจากชื่นชมความความสูดอากาศจนเต็มปอดแล้วก็เดินทางย้อนกลับทางเดิมโดยคุณลุงก็จอดรถรออยู่พานั่ง "รถอีแต๊ก" กลับลงเขาได้อย่างปลอดภัย จบทริปฟินๆ กับวิว "ฟูจิเมืองเลย" อย่างประทับใจ และขอบคุณรถ กระบะเชฟโรเลต โคโลราโด ไฮคันทรี 4X4 ในการเดินทางครั้งนี้ด้วยครับ

รถกระบะที่เราขึ้นไปหากเป็นช่วงคนเยอะจะขับขึ้น-ลงไปเรื่อยๆ แต่วันที่ไปนั้นไม่ใช่วันคนเยอะ พี่รถกระบะจึงจอดรอเราโดยไม่เร่งรีบนัก จึงเดินเล่นสักพักใหญ่บนนั้นก่อนกลับลงมา

"นานมาแล้วมีพรานป่าคนหนึ่งชื่อ "จึ่งขึ่งดั้งแดง" รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน มีฝีมือในการล่าสัตว์ วันหนึ่งนายพรานผู้นี้ตามล่าควายเงินมาจากหลวงพระบาง (ที่เรียกควายเงินเพราะมูลของควายตัวนี้เป็นเงิน) พอมาถึงริมน้ำโขงเห็นควายเงินพักกินน้ำ นายพรานจึงดักซุ่มยิง พอดีชาวบ้านแล่นเรือผ่านมา ควายเงินตกใจตื่นเตลิดขึ้นไปบนเขาลูกหนึ่ง (ต่อมาเขาลูกนี้ได้ชื่อว่า"ภูควายเงิน") นายพรานเลยยิงไปถูกเขาอีกลูกจนพังทลายไปซีกหนึ่ง กลายเป็นหน้าผาสูงชัน ที่ชาวบ้านเรียกว่า "ภูผาแบ่น"

มีเรือบริการล่องแม่น้ำด้วยราคาเหมาประมาณ 800 - 1,200 บาท
นายพรานโกรธคนที่แล่นเรือผ่านซึ่งเป็นต้นเหตุให้ควายเงินหนีไป จึงกลั่นแกล้งด้วยการขนหินมาขวางกั้นลำโขงไม่ให้เดินเรือได้ นายพรานทำการเกือบจะสำเร็จ ก็พอดีมีสามเณรรูปหนึ่งมาเห็นเข้า เณรนั้นออกอุบายหลอกให้นายพรานใช้ไม้เฮียะ (ไม้ใผ่ชนิดหนึ่ง) ผ่าซีกหาบหินแทน ไม้เฮียะผ่าแล้วจะเป็นสันคมกริบ เมื่อนายพรานใช้หาบหิน ไม้นั้นก็บาดคอนอนตายคุดคู้อยู่ที่ริมโขงนั้นเอง แก่งหินนั้นจึงเรียกว่า "แก่งคุดคู้"

พิพิธภัณฑ์ให้ชมด้วย
นอกจากวิวทิวทัศน์ที่สวยงามตามท้องเรื่องแล้วบริเวณนั้นยังมีตลาดชุมชนที่มีสินค้าที่ระลึกมากมายและอาหารเครื่องดื่มไว้บริการอีกด้วย และใครที่ชอบศึกษาความเป็นมาของที่นี่ก็สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้อีกด้วย




พระใหญ่ภูคกงิ้ว หรือ พระพุทธนวมินทรมงคลลีลาทวินคราภิรักษ์
การเดินทางมาชมพระใหญ่ภูคกงิ้วขับรถจากตัวเมืองเชียงคานประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร โดยใช้กูเกิ้ลอีกเช่นเคย ซึ่งในช่วงที่ไปนั้นเป็นวันธรรมดาไม่มีคนไปเที่ยวเลย ประกอบกับบริเวณนั้นกำลังปรับปรุงและสร้างทางเดิน "Sky Walk" ที่ยื่นออกไปตรงหน้าผ่า ล้อมรอบด้วยเทือกเขาและวิวของแม่น้ำแม่โขงและฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศลาว นับว่าสวยมากถ้าหากสร้างจุดนี้เสร็จสมบูรณ์ โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าคาดจะแล้วเสร็จหลังเดือนตุลาคม 2562

สำหรับในวันที่ 2 หมดที่เที่ยวแล้วจึงเดินทางกลับที่พักเตรียมออกเดินเล่นถนนคนเดินตอนเย็นๆ หาของกินแล้วพักผ่อนให้เต็มที่เพราะพรุ่งนี้อีกยาวไกลครับ







วันที่ 3 แวะเที่ยวชมฟูจิ..ก่อนกลับกรุงเทพฯ


การเดินทางจากเชียงคานมาภูป่าเปาะนั้น ใช้เส้นทางถนนหลวงหมายเลข 201 วิ่งลงมาเรื่อยๆ ระยะราวๆ 120 กิโลเมตร นำทางโดยกูเกิ้ลแมปเช่นเคย เมื่อถึงจุดจอดรถบริเวณลานกว้างๆ ซึ่งที่นี่ไม่อนุญาติให้ขับรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไป เราจะต้องไปซื้อตั๋วเพิ่มนั่งรถ "อีแต๊ก" หรือรถ "อีแต๊น" ที่เป็นรถแบบแทร็กเตอร์เครื่องคุโบต้าสูบเดียว ดัดแปลงให้มีที่นั่งโดยสารทั้งด้านหน้าและหลัง

ณ ภูป่าเปาะแห่งนี้คุณลุงคนขับและไกด์ในตัวเล่าว่า เป็นการรวมตัวกันพัฒนาขึ้นมาให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว จากการช่วยเหลือของผู้ใหญ่ ทำให้เกิดที่นี้ขึ้นมา โดยภูเขาที่ใช้เดินทางขึ้นมาชมวิวนั้นสูงจากระดับน้ำทะเล 910 เมตร เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็น ภูหอ ซึ่งมีลักษณะเหมือนภูเขาไฟฟูจิของประเทศญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน โดยคุณลังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า "มีชาวญี่ปุ่นมาเที่ยวที่นี้และเห็นยอดภูหอฝั่งนู้น จึงบอกว่าเหมือนภูเขาไฟฟูจิที่ประเทศญี่ปุ่นเลย" หลังจากนั้นชาวบ้านจึงใช้ชื่อ "ฟูจิเมืองเลย" เรียกจุดท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดให้คนมาเที่ยวกันนั่นเอง...

บนจุดชมวิวแห่งนี้แบ่งเป็น 3 ระดับ ระดับแรกจุดจุดชม "ฟูจิ" ที่นับว่างามแล้ว แต่เมื่อนั่งรถอีแต๊กขึ้นไปยังจุดที่ 2 ยิ่งสวยและเห็นชัดมากขึ้น ที่จุดนี้ยังสามารถมองเห็น "เทือกเขานางนอน" (คนละนางกับที่เชียงราย) แต่กลับมีลักษณะกายภาพที่ดูเหมือนผู้หญิงกำลังนอนอ้าปากอยู่และนอกจากนี้หากมองอีกด้านก็จะเห็นเทือกเขารูกเหมือนผู้ชายนอนกอดอกอีกด้วย ซึ่งเมื่อดูแล้วก็มีความเหมือนจริงๆ ด้วยครับ
มาถึงตรงนี้อยากบอกว่าคุ้มค่ามากๆ ที่ได้ลากสังขารขึ้นมาได้เห็นวิวรอบตัว 360 องศา สัมผัสอากาศที่เย็นสบาย และที่สำคัญบนนี้เป็นของเรา เพราะไม่มีใครเลยเป็นส่วนตัวมากๆ นี่แหละครับคือข้อดีของการมาเที่ยวในวันที่คนอื่นเค้าไม่หยุดกัน

หลังจากชื่นชมความความสูดอากาศจนเต็มปอดแล้วก็เดินทางย้อนกลับทางเดิมโดยคุณลุงก็จอดรถรออยู่พานั่ง "รถอีแต๊ก" กลับลงเขาได้อย่างปลอดภัย จบทริปฟินๆ กับวิว "ฟูจิเมืองเลย" อย่างประทับใจ และขอบคุณรถ กระบะเชฟโรเลต โคโลราโด ไฮคันทรี 4X4 ในการเดินทางครั้งนี้ด้วยครับ